เรียนต่ออเมริกา

ประเทศสหรัฐอเมริกา


สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ขนาด 9.63 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 313 ล้านคน ทำให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 หรือ 4 ของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก เป็นประเทศซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายในเชื้อชาติและวัฒนธรรม อันเป็นผลมาจากการอพยพจากหลายประเทศ สภาพทางภูมิศาสตร์และสภาวะอากาศของสหรัฐยังมีความหลากหลายสุดขั้ว และมันยังเป็นบ้านของสัตว์ป่าที่หลากหลายอย่างมากอีกด้วย เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นเศรษฐกิจระดับชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2551 กว่า 14.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (อัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 15 ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ

ชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ซึ่งอาจสืบเชื้อสายมาจากชาวเอเชีย ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาแผ่นดินใหญ่มาเป็นเวลา 15,000 ปีมาแล้ว ประชากรชนพื้นเมืองอเมริกันเหล่านี้ลดจำนวนลงอย่างมากหลังจากการยึดครองอาณานิคมของชาวยุโรป สหรัฐอเมริกาถูกก่อตั้งโดยสิบสามอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งมีทำเลอยู่ตามฝั่งทะเลแอตแลนติก เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 ต้วแทนชาวอานิคมทั้ง 13 แห่ง ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อประกาศอิสรภาพ ซึ่งเป็นการอ้างสิทธิ์ในการกำหนดชะตาของตนเอง และการสร้างสหภาพความร่วมมือขึ้น รัฐซึ่งก่อการจลาจลสามารถเอาชนะราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ในสงครามประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา ในปี 1783 ซึ่งเป็นอาณานิคมแห่งแรกที่ได้รับการยอมรับถึงความเป็นอิสระของสหรัฐจากประเทศสหราชอาณาจักร และเป็นสงครามประกาศอิสรภาพที่ประสพความสำเร็จครั้งแรกต่อจักรวรรดิ์อาณานิคมยุโรป[8][9][10] อนุสัญญาฟิลาเดลเฟียได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาฉบับปัจจุบัน เมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1787 การปรับใช้อนุสัญญาดังกล่าวมีผลให้รัฐต่าง ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเดี่ยว และขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางที่มีอำนาจเด็ดขาด การปรับปรุงแก้ไข 10 ครั้งแรกรวมกันที่เรียกว่า Bill of Rights ในปี 1791 รับประกันสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนหลายอย่าง.

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 สหรัฐอเมริกาได้ดินแดนเพิ่มเติมจากฝรั่งเศส สเปน สหราชอาณาจักร เม็กซิโก และรัสเซีย และผนวกดินแดนรวมกับสาธารณรัฐเท็กซัสและสาธารณรัฐฮาวาย ความขัดแย้งระหว่างรัฐกสิกรรมทางตอนใต้และรัฐอุตสาหกรรมทางตอนเหนือ เหนือสิทธิของรัฐ และการขยายจำนวนของทาสได้นำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกา เมื่อราวคริสต์ทศวรรษ 1860 ชัยชนะของฝ่ายเหนือได้ป้องกันการแบ่งแยกประเทศอย่างถาวร และยุติการค้าทาสตามกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ในราวคริสต์ทศวรรษ 1870 เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกานับว่าใหญ่ที่สุดในโลก[11] และสงครามสเปน-อเมริกันและสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้เน้นย้ำถึงสถานภาพทางทหารของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นประเทศแรกซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง และเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังจากการสิ้นสุดของสงครามเย็นและการยุบสหภาพโซเวียต ส่งผลให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นรัฐอภิมหาอำนาจเดี่ยวของโลก สหรัฐอเมริกามีรายจ่ายทางทหารคิดเป็นกว่าร้อยละ 40 ของรายจ่ายทางทหารทั่วโลก และเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของโลก

ภูมิประเทศ

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใหญ่ ดังนั้นเรื่องของภูมิประเทศจึงมีความหลากหลาย คือมีทั้ง ทะเลทราย ภูเขา ป่าดง ที่ราบสูง ที่ราบลุ่ม ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มากจึงได้มีการแบ่งรัฐออกเป็นภูมิภาคต่างๆ ตามลักษณะภูมิประเทศ

ภูมิอากาศ

ประเทศสหรัฐอเมริกาในแถบขั้วโลกเหนือจะมีอากาศตั้งแต่หนาวติดลบ 40 องสาเซลเซียส จนถึงร้อนแบบทะเลทราย 40 องศาเซลเซียส
ส่วนแถบทางตอนกลางของประเทศจะมีฤดูร้อนและหนาวที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อากาศหนาว เว้นแต่ในมลรัฐฮาวาย และมลรัฐฟลอริดา หนาวเย็นมากที่บริเวณขั้วโลกเหนือในมลรัฐอะแลสกา บริเวณที่ราบด้านตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi) จะค่อนข้างแห้งแล้ง และมีความแห้งแล้งมากบริเวณที่ลุ่มภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิต่ำในช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะมีอากาศดีขึ้นเป็นครั้งคราวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยจะได้รับความอบอุ่นจากลมของเนินเขาด้านตะวันออกของเทือกเขาร๊อกกี้ ช่วงหน้าหนาวจะอยู่ในเดือนมกราคม และจะร้อนที่สุดในเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าเป็นในแถบทางด้านตะวันออกอากาศในฤดูร้อนและหนาวจะแตกต่างกันไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก ส่วนในด้านแถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกอากาศในฤดูหนาวและฤดูร้อนจะเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ส่วนด้านแถบตะวันตกอากาศในฤดูหนาวจะคล้ายๆกลับช่วงฤดูใบไม้ผลิกล่าวคืออากาศจะไม่เย็นจัดนัก แต่ในฤดูร้อนอากาศจะร้อนอาจสูงเท่ากับเส้นศูนย์สูตรเลยทีเดียว

ฤดูกาล มีทั้งหมด 4 ฤดู คือ

ฤดุใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม- เดือนพฤษภาคม์
ฤดูร้อน เดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง เดือนกันยายน- เดือนพฤศจิกายน
ฤดูหนาว เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์

ที่ตั้ง : ทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีมลรัฐ Alaska อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา และ มีมลรัฐฮาวายอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก

เนื้อที่ : มีเนื้อที่ประมาณ 9,631,418 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและแคนาดา

อาณาเขตติดต่อ : ทิศเหนือ ติดกับ แคนาดา

ทิศใต้ ติดกับ เม็กซิโก

ทิศตะวันออก ติดกับ มหาสมุทรแอตแลนติก

ทิศตะวันตก ติดกับ มหาสมุทรแปซิฟิก

ประชากร  303,824,646 คน (ก.ค. 51 ประมาณการ)

เชื้อชาติ

  • คนผิวขาวร้อยละ 81.7
  • คนแอฟริกันอเมริกันร้อยละ 12.9
  • คนเอเชียนร้อยละ 4.2
  • คนอเมริกันอินเดียนและชาวอะแลสการ้อยละ 1
  • ชาวฮาวายเอียนและชาวเกาะแปซิฟิกร้อยละ 0.2
TYPE A               TYPE B

 

ไฟฟ้า 

สหรัฐอเมริกามีเป็นแบบ 110 โวลต์ ในขณะที่ประเทศไทยเป็นแบบ 220 โวลต์ ดังนั้นหากต้องการจะซื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปใช้ที่สหรัฐอเมริกา หรือซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกากลับมาใช้ที่เมืองไทย ควรเลือกแบบ ที่มีตัวแปลงค่ากระแสไฟฟ้า (Adapter) ที่มีค่าระหว่าง 110-220 โวลต์ เพื่อให้สามารถใช้ได้ทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ปลั๊กไฟที่ใช้ในสหรัฐอเมริกายังมีรูปลักษณะที่แตกต่างจากเมืองไทยคือมี 3 รู จึงควรเตรียมปลั๊กสามตาไปด้วย

สกุลเงิน ธนาคาร และบัญชีธนาคาร

สกุลเงินประจำชาติสหรัฐอเมริกา คือ ดอลลาร์ (US Dollar, USD, US$) โดยที่ $1 จะเท่ากับ 100 เซ็นต์ (cents) ธนาคารในสหรัฐอเมริกาเปิดให้บริการแก่ประชาชนอยู่มากมาย การจะตัดสินใจเลือกใช้บริการธนาคารใดนั้น นักเรียนควรเลือกที่อยู่ใกล้สถานศึกษาหรือที่พัก รวมถึงอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการให้บริการต่างๆ และมีเครื่อง ATM มากพอ เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมต่างๆ โดยทั่วไปธนาคารในสหรัฐอเมริกาจะเปิดให้บริการในวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่ 9.00 – 15.00 น. ส่วนในวันเสาร์อาจเปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00 – 12.00 น. และหยุดให้บริการในวันอาทิตย์

โทรศัพท์

รหัสประเทศ (Country Code) ของประเทศสหรัฐอเมริกาคือ 1 และรหัสเมือง (Area Code / City Code) 3 หลัก ของท้องที่ เมือง หรือภาคนั้น ๆ และหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐาน 7 หลัก

ผู้ให้บริการระบบโทรคมนาคมมีมากมายในสหรัฐอเมริกา เช่น AT&T, Verizon และ Qwest นอกจากนี้ ด้วยความทันสมัยของระบบสื่อสารในโลกปัจจุบัน นักศึกษาสามารถโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศผ่านระบบอินเตอร์เน็ตด้วย ซึ่งมีผู้ให้บริการหลากหลาย ผู้ให้บริการบางรายคิดอัตราค่าบริการในราคาที่เหมาะสม

หนังสือรวบรวมรายชื่อผู้ใช้โทรศัพท์ มีอยู่ 3 ประเภทคือ

  1. White Pages – รวบรวมรายชื่อผู้ใช้โทรศัพท์ประเภทบุคคลทั่วไป โดยแสดงชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ เรียงตามตัวอักษร
  2. Yellow Pages – รวบรวมรายชื่อผู้ใช้โทรศัพท์ประเภทธุรกิจ โดยแสดงชื่อบริษัทหรือองค์กร และบริการต่าง ๆ เรียงตามตัวอักษร
  3. Blue Pages – รวบรวมรายชื่อองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยแสดงชื่อหน่วยงาน ที่อยู่และรัฐที่ตั้ง

หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินที่ควรทราบ

ฉุกเฉิน (ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดับเพลิง และรถพยาบาล)
911
สอบถามหมายเลขโทรศัพท์ในท้องถิ่น
411
ติดต่อพนักงานซ่อมโทรศัพท์
611
สถานทูตไทย (Washington D.C.)
(202) 944-3600
สถานกงสุลไทย (New York)
(212) 754-1770
สถานกงสุลไทย (Los Angeles)
(323) 962-9574
สถานกงสุลไทย (Chicago)
(312) 664-3129


รายชื่อธนาคาร และการติดต่อ

1. Bank of America
2. Washington Mutual
3. Chase
4. Wachovia
https://www.bankofamerica.com
https://www.wamu.com
http://www.chase.com
http://www.wachovia.com

การเปิดบัญชี

การเปิดบัญชีธนาคารที่อเมริกา มีสองบัญชีหลักๆ ที่ทำกันคือ บัญชี checking account และ บัญชี saving account สามารถทำได้โดยไปติดต่อด้วยตนเองที่ธนาคาร หรือจะเปิดบัญชีออนไลน์ แล้วค่อยเอาเงินไปเข้าเอทีเอ็มก็ได้

บัญชี
checking account เป็นบัญชีออมทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยหรือบางธนาคารอาจมีดอกเบี้ยให้เล็กน้อย บัญชีประเภทนี้จะมีสมุดเช็คให้ และจะมีสมุดเล่มเล็กๆ อีกหนึ่งเล่ม เพื่อให้นักเรียนบันทึกเงินเข้าเงินออกในบัญชีทุกครั้งที่เขียนเช็ค เพื่อที่ว่าจะได้รู้ว่าเงินในบัญชีเหลือเท่าไร วิธีนี้ได้รับความนิยมสำหรับคนที่ไม่พกบัตรเครดิต แต่วิธีนี้นักเรียนจะต้องระวังปัญหาเรื่องเช็คเด้ง หากเขียนเช็คออกโดยไม่ติดตามการใช้ทุกครั้งที่จ่ายไป เพราะหากเช็คเด้งธนาคารและร้านค้าจะชาร์จค่าธรรมเนียมทันที นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถเลือกใช้แบบเป็นเดบิตการ์ดเพื่อใช้รูดซื้อของได้ไม่จำกัดครั้งในแต่ละเดือน โดยไม่ถูกจำกัดว่าจะต้องมีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเท่าไหร่

บัญชี
saving account เป็นบัญชีออมทรัพย์แบบมีดอกเบี้ยให้ด้วย แต่ทางธนาคารจะมีข้อกำหนดว่าจะต้องมีเงินในบัญชีเท่าไร หากเหลือเงินต่ำกว่าที่กำหนดจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการฝากเงินด้วย บัญชีประเภทนี้นักเรียนก็สามารถขอใช้เดบิตการ์ดได้เช่นกัน แต่ธนาคารจะมีการกำหนดจำนวนครั้งในการรูดซื้อสินค้า
นอกจากนี้เวลาไปเปิดบัญชีควรแจ้งกับทางธนาคารหรือแสดงบัตรนักเรียนด้วย เพื่อที่ทางธนาคารจะได้ออกเป็นบัญชีสำหรับนักเรียนให้ ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ ก่อนทำการเปิดบัญชีควรสอบถามเงื่อนไขต่างๆของบัญชีแต่ละประเภทให้แน่ใจก่อน และบางธนาคารจะส่งสมุดเช็คและบัตรกดเงินสดมาให้ทีหลังตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ นักเรียนควรถามระยะในการส่งเผื่อเกินกำหนดที่ธนาคารแจ้งไว้แล้วยังไม่ได้รับ จะได้สามารถติดตามทวงถามจากธนาคารได้ เพื่อป้องกันสมุดเช็คและบัตรเงินสดตกอยู่ในมือผู้อื่น เมือได้มาแล้วควรตรวจสอบชื่อ นามสกุล และเลขที่บัญชีว่าถูกต้องหรือไม่

เอกสารที่ต้องใช้ในการเปิดบัญชี

บัตรที่มีรูปถ่าย เช่น ใบขับขี่ของอเมริกา บัตรนักศึกษาของโรงเรียนที่ศึกษาอยู่ พาสปอร์ตของประเทศไทย หรือถ้ามีบัตรเงินสด (debit card) ของธนาคารอื่นในอเมริกาก็สามารถใช้ได้

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของประเทศอเมริกา

 

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา 1 แกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา (Grand Canyon, Arizona)

แกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา (Grand Canyon, Arizona)

จุดหมายแห่งนี้สมควรขึ้นชื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิตที่ควรไปเยือน เพราะมิได้เป็นแค่ทัวร์ล่องแก่งอะดรีนาลีนฉีดพุ่งพล่าน แต่ยังมีรีสอร์ท-สปาระดับโลก สนามกอล์ฟไฮคลาส  อาร์ตแกลอรี่ และภัตตาคารชั้นนำไว้เอาใจนักท่องเที่ยวไฮโซเช่นกัน

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา  2 มหานครนิวยอร์ก (New York City)

มหานครนิวยอร์ก (New York City)

นิวยอร์กมีทุกอย่างที่คุณสรรหาตั้งแต่สวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางเมือง เช่น เซ็นทรัลพาร์ค (Central Park) พิพิธภัณฑ์และอาร์ตแกลอรี่ชั้นดี ร้านอาหารนานาชาติ แหล่งช็อปปิ้งชั้นนำ ตั้งแต่แบบหรูระยับบนถนนสายที่ 5 (The 5th Avenue) จนไปถึงตลาดนัดแนวโบฮีเมียน (Bohemian) ในเขตเวสต์วิลเลจ (West Village) เคยมีคนกล่าวไว้ว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเที่ยวนิวยอร์กได้ทั่วในทริปเดียว”

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา  3 อเมริกันซามัว (American Samoa)

อเมริกันซามัว (American Samoa)

เกาะในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรแปซิฟิคแห่งนี้ อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่กำลังเป็นสวรรค์การท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่ของชาวอเมริกัน เพราะธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ หากคุณรักกิจกรรมทางน้ำและเดินป่า ชื่นชมวัฒนธรรมชาวเกาะ เชื่อขนมกินได้ว่า ทุกบาททุกสตางค์ของค่าใช้จ่ายการเดินทาง จะคุ้มค่ากับทริปเกาะในฝันแห่งนี้แน่นอน

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา  4 อุทยานแห่งชาติคาร์ลสเบด คาร์เวิร์น รัฐนิวเม็กซิโก (Carlsbad Caverns National Park, New Mexico)

อุทยานแห่งชาติคาร์ลสเบด คาร์เวิร์น รัฐนิวเม็กซิโก (Carlsbad Caverns National Park, New Mexico)

อุทยานหินงอกหินย้อยอายุกว่าสองล้านปีอันลือชื่อติดอันดับโลก สำหรับนักผจญภัยรุ่นเยาว์และรุ่นใหญ่ และยังเป็นถ้ำค้างคาวมหึมา หากฝันอยากลอดถ้ำใต้แผ่นดิน เช่น อินเดียน่า โจนส์  การมาเยือนอุทยานประวัติศาตร์นี้ จะเป็นคำตอบของการเดินทางของคุณอย่างแน่นอน

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา  5 โฮโนลูลู รัฐฮาวาย (Honolulu, Hawaii)

โฮโนลูลู รัฐฮาวาย (Honolulu, Hawaii)

ไม่ต้องอธิบายกันมาก กับบรรยากาศสวมเสื้อฮาวายจิบค็อกเทลริมหาดไวกิกิอันโด่งดัง ผืนทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า น้ำทะเลใสกิ๊ก ทั้งยังเป็นแหล่งโต้คลื่นในฝันของนักเล่นกระดานโต้คลื่นทุกรุ่น หากอยากเปลี่ยนบรรยากาศในบางวัน พิพิธภัณฑ์งานศิลปะ และพระราชวังเก่าอิโอลานิ (Iolani Palace) ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไปเยือนไม่น้อย

 

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา  6 ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย (San Francisco, California)

ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย (San Francisco, California)

ถ่ายรูปคู่กับสะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge) กลางทะเลหมอกจากยอดเขา เดินทอดน่องในเขตโนอิ วัลเลย์ (Noe Valley)  ชิมซุปหอยข้น (Clam Chowder) ขณะชมสิงโตทะเลผึ่งแดด ณ ท่าเรือ 39 ขึ้นรถรางเก่าชมเมือง หรือจะเข้าร่วมเทศกาลบิ๊กวิลล์ (Bring Your Own Big Wheel Race) ณ ถนนที่คดเคี้ยวที่สุด ซาน ฟรานซิสโกไม่เคยทำให้คุณผิดหวังสักครั้งที่ไปเยือน

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา  7 แฟร์แบงค์ รัฐอลาสก้า (Fairbank, Alaska)

แฟร์แบงค์ รัฐอลาสก้า (Fairbank, Alaska)

เป็นแหล่งชมแสงเหนือออโรรา (Northern Light  Aurora) ที่ชัดเจนอีกแห่งของโลก และปีนี้เป็นปีสุดท้ายของ 11 ปีระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cycle) ที่เชื่อกันว่าจะทำให้แสงเหนือนี้สวยงามวิจิตรกว่าปกติมาก รวมไปถึงธารน้ำแข็งกลาเซียร์ (Glacier) ที่เชื่อว่าจะละลายหมดภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น หากนิยมท่องเที่ยวแนววิทยาศาสตร์ ไม่ควรพลาดการไปเยือนแฟร์แบงค์ปีนี้

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา  8 ออร์ลันโด รัฐฟลอริดา (Orlando, Florida)

ออร์ลันโด รัฐฟลอริดา (Orlando, Florida)

เมือง นี้ติดอันดับเมืองยอดนิยมอันดับต้นๆ มาถึงสองปีซ้อน เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพง ความบันเทิงครบครัน ทั้งสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland Theme Park) สวนสัตว์น้ำซีเวิลด์ (Sea World) ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ (Universal Studio) สปาชั้นเลิศ เมืองโบราณ และร้านอาหารชั้นนำ เรียกได้ว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวสุขสันต์ของครอบครัว

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา  9 ลาสเวกัส รัฐเนวาดา (Las Vegas, Nevada)

ลาสเวกัส รัฐเนวาดา (Las Vegas, Nevada)

เมืองคาสิโนดังของโลก ที่มีดีอย่างอื่นนอกจากเรื่องคาสิโนรีสอร์ท เช่น การไปชมปลาฉลาม ณ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมันดาเลย์ (Mandalay Bay Shark reef) หรือจะไปเล่นกีฬาปีนหน้าผาหินแดงเรดร็อค (Red Rock Canyon) รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ป้ายไฟนีออนมิวเซียม (Neon Museum) ที่น่าสนใจทีเดียว

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอเมริกา  10 หลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี้ (Louisville, Kentucky)

อันดับ 10 หลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี้ (Louisville, Kentucky)

เมืองนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นพอร์ตแลนด์ (Portland) แห่งใหม่ เพราะมีชื่อเสียงเรื่องสนามกีฬาต่างๆ เช่น สนามแข่งม้าเคนตักกี้เดอร์บี้ (Kentucky Derby) ร้านอาหารหลากหลาย ตลอดจนโรงกลั่นเหล้าชื่อดัง (Urban Bourbon Trail) คุณรู้หรือไม่ว่า 95% ของเหล้าชั้นดีในโลกผลิตที่เคนตักกี้ ทัวร์นักชิมถือเป็นที่นิยมของนักเดินทางที่มาเยือนเมืองนี้

Your Name (required)

Your Email (required)

Subject

Your Message